[OS] Black and White(MinhyukxIlhoon)

posted on 07 Mar 2013 20:22 by yyworld in iFic directory Fiction

Title : Black and White

Rate : PG

Pairing : Minil

Theme song : Black and White – G.Na

Author’s Note : พี่มินกับน้องอิลอีกซักรอบ

Order : XII

 

 

 

[OS] Black and White

 

 

 

너와 나는 Black and white 나는 Hot 너는 Cool 
เธอกับฉันเปรียบเสมือนสีดำและสีขาว ฉันนั้นร้อน แต่เธอนั้นเย็น 
Couple Mystery 
มันน่าแปลกที่เรานั้นเป็นคู่รักกัน 
정말 정말 정말 정말 말도 안돼 말도 안돼 
จริงๆแล้ว มันช่างไร้สาระเหลือเกิน 

 

“เฮ้ย ประธานนักเรียนมา!”

 

นักเรียนชายหัวเกรียนคนหนึ่งแหกปากลั่นเป็นสัญญาณเตือนเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มในเครื่องแบบนักเรียนเต็มยศที่กำลังมุ่งหน้ามาพร้อมกับมีรองประธานนักเรียนวิ่งรั้งท้ายมาด้วยกัน และแน่นอนว่าทันทีที่สิ้นเสียงของนักเรียนชายตาตี่เมื่อครู่ กลุ่มคนที่กำลังตะลุมบอนกันอยู่ก็ถึงกับแตกฮือกันไปคนละทิศละทางอย่างที่บางคนถึงกับยอมกระโดดลงสระน้ำถ้าทำได้ เพราะต่อให้เปียกจนแข็งไปทั้งตัวก็ดีกว่าโดนประธานนักเรียนจอมเฮี้ยบจับได้ก็แล้วกัน

 

 

“ไหนว่าแน่ไงวะ แน่จริงกลับมาเซ่!”

 

น้ำเสียงแหบติดแหลมตะโกนไล่หลังนักเรียนชายกลุ่มเมื่อครู่ไปด้วยแรงโทสะจนคนที่เพิ่งมาถึงต้องส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ เด็กหนุ่มผู้มีตำแหน่งสูงสุดเหนือนักเรียนทั้งปวงใช้สายตาสำรวจสภาพหลุดลุ่ยกับเผ้าผมแสนยุ่งเหยิงของเจ้าของเสียงอย่างพินิจก่อนจะหันไปมองเด็กหนุ่มตัวสูงที่มีสภาพไม่ต่างหันเท่าไรนัก แต่ก็นับว่ายังดีกว่าจองอิลฮุนเป็นไหนๆ แน่ล่ะ ใครๆ ก็ต้องมีสภาพดีกว่าคนที่เหมือนเพิ่งไปฟัดกับหมามาอย่างไรอย่างนั้นอยู่แล้ว

 

ยุกซองแจยิ้มแหยให้รุ่นพี่ที่มองมาทางเขาอย่างคาดโทษก่อนจะต้องหลบสายตาไปอย่างทำอะไรไม่ได้ ทั้งที่นึกอยากจะแก้ตัวใจจะขาดว่าครั้งนี้เขาไม่ได้เป็นคนก่อเรื่องก่อนสักหน่อย แต่ก็อีกนั่นล่ะ ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกชายบ้านยุกก็ต้องฉลาดพอที่จะรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ซึ่งในเวลาแบบนี้สิ่งที่เขาควรทำมากที่สุดก็คืออยู่เฉยๆ ไปนั่นแหละดีแล้ว

 

 

“สภาพดูไม่จืดเลยนะเรา”

 

ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ที่ละเอาประธานมาไว้ที่ท้ายประโยคเรียกให้คนที่กำลังฮึดฮัดขัดใจอยู่กับตัวเองหันมาทำหน้างอใส่คนพูดด้วยอารมณ์ที่ไม่ต้องบอกอีมินฮยอกก็พอจะเดาได้ เด็กหนุ่มมองรอยช้ำประปรายบนใบหน้าอิ่มแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจกับความรั้นที่ไม่เข้าใครออกใครของคนตรงหน้า ไม่รู้ว่าไอ้ที่เคยบ่นๆ ไปนี่มันเข้าไปฝังอยู่ในเซรีบัมของจองอิลฮุนบ้างรึเปล่า ว่าเขาไม่ได้ชอบใจเลยที่จะต้องเขียนบันทึกการวิวาทที่ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่เจ็ดของเดือนแล้วส่งอาจารย์ฝ่ายปกครอง ถึงแม้ว่าจะหาบทลงโทษให้ทำแทนการถูกตัดคะแนนได้ก็เถอะ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะช่วยได้ตลอดรอดฝั่งเสียเมื่อไหร่ เกิดวันไหนอาจารย์ท่านทนไม่ไหวอยากตัดจิตพิสัยแทน น้องเขาไม่แย่หรอกรึไง?

 

นี่ยังไม่นับเรื่องรอยช้ำที่เขาโคตรจะเกลียดเวลาที่มันมาอยู่บนตัวของเด็กนี่อีกนะ

 

 

“จะให้ไปทำอะไรก็บอกผมมา แต่ว่าครั้งนี้ซองแจไม่เกี่ยว”

 

ยังไม่ทันที่ท่านประธานคนเก่งจะได้กล่าวตักเตือนอะไรก็ถูกคนหัวเสียพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน และคำที่ออกมาจกปากแดงช้ำเลือดนั่นก็ทำเอาทั้งประธานและรองประธานหน้านิ่วไปตามๆ กัน จริงอยู่ว่าอิลฮุนเป็นพวกอารมณ์ร้อนและหุนหันพลันแล่น แต่ก็ยังไม่เท่าซองแจที่ภายนอกดูใจเย็นแต่แก่นแท้กลับฟิวส์ขาดง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ โดยการวิวาทหกครั้งที่ผ่านมาก็เป็นเพราะพ่อหนุ่มสะพานไฟคุณภาพต่ำคนนี้นี่แหละ น้องเล็กบ้านจองถึงได้ต้องผสมโรงโดนดึงไปเอี่ยวอยู่เรื่อย แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นว่าสลับกรณีกันเสียอย่างนั้นทำเอาพี่ใหญ่ทั้งสองถึงกับมึนหนักไปเลย

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปทำแผลก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

 

ดวงหน้าอิ่มกดลงน้อยๆ ก่อนจะเดินตามพี่ชายที่นิ่งไปตั้งแต่ได้ยินว่าเขาเป็นฝ่ายก่อเรื่องขณะที่ความคิดในหัวกำลังตีกันยุ่ง

 

บางทีมันก็น่าเจ็บใจทั้งที่ปกติแล้วใครจะว่ายังไง ถ้ามันไม่จริงเขาก็ไม่เคยเก็บมาโกรธ เก็บมาใส่ใจ แต่พอเป็นเรื่องของคนๆ นี้ทีไรได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟทุกที

 

ใช่สิ ต่อให้ใครจะว่าอะไรยังไงก็ไม่สน แต่เป็นเพราะคนที่ถูกพาดพิงคืออีมินฮยอกน่ะสิ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ไม่มีทางหรอก

 

 

 

 


머리부터 발끝까지  맞는 하나 없니 
ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีอะไรที่เข้ากันได้เลย 
너보다 맞는 남자들 많을 텐데 
ถึงแม้จะมีผู้ชายมากมาย ที่ดูเข้ากับฉันมากกว่าเธอ 

정말 정말 정말 정말  말도 안돼 말도 안돼 
จริงๆแล้ว มันช่างไร้สาระเหลือเกิน 

 

“จองอิลฮุน ถ้าเหม่ออีกครั้งพี่จะตีเราจริงๆ นะ”

 

น้ำเสียงดุดังขึ้นเป็นรอบที่สิบของวันพร้อมคำขู่ที่อิลฮุนเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา ปากแดงคว่ำลงพลางเบ้หน้าใส่คนเป็นพี่ที่ตอนนี้กำลังรับบทเป็นติวเตอร์ประจำตัวให้เด็กม.ปลายปีสุดท้ายอย่างเขา ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะญี่ปุ่นให้พี่ชายถอนหายใจเล่น

 

 

“เป็นอะไรน่ะเรา คิดอะไรอยู่รึเปล่าบอกพี่ซิ”

 

โทนเสียงที่นุ่มลงของอีกคนยิ่งทำให้เด็กเกเรหน้าเบ้เข้าไปใหญ่ และก่อนที่ฝ่ามืออุ่นจะถูกส่งมาลูบหัวอย่างที่เจ้าตัวชอบ ศีรษะกลมๆ ก็ผงกตั้งขึ้นมองหน้าคู่สนทนาที่กำลังจ้องเขาจากฝั่งตรงข้าม ริมฝีปากแดงยู่ลงคล้ายกับว่าเจ้าของมันกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง

 

 

“พี่ไม่เบื่อผมบ้างเหรอ?”

 

ทันทีที่ได้ยินคำถามที่ชาตินี้ไม่คิดว่าจะได้ยินอีมินฮยอกก็ถึงกับเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ ก็ตั้งแต่รู้จักกันมาลูกชายคนเก่งของคุณนายจองเคยเป็นแบบนี้เสียที่ไหน อย่างดีก็แค่คิดมากเรื่องว่าวันนี้จะกินอะไรดีก็เท่านั้นแหละ แล้วไหงวันนี้ถึงได้มามีอารมณ์อ่อนไหวอะไรแบบนี้ล่ะนั่น

 

 

“แล้วทำไมพี่ต้องเบื่อเราด้วยล่ะ?”

 

ถามกลับไปด้วยความใคร่รู้ ซึ่งแทนที่จะได้คำจิกกัดให้ได้เจ็บๆ แสบๆ ตามปกติธรรมดาก็กลับกลายเป็นว่าได้คำตอบแสนจะตรงไปตรงมาจนพี่ชายผู้แสนดีถึงกับปล่อยก๊ากออกมาอย่างเก็บไม่อยู่

 

 

“ก็ผมทั้งโง่ ทั้งดื้อ ใจร้อน ความอดทนต่ำ งอแง งี่เง่า เอาแต่ใจ แล้วก็นิสัยไม่ดีมากๆ ด้วย”

 

กว่าที่มินฮยอกจะหยุดหัวเราะได้ก็ตอนที่ได้ค้อนวงใหญ่เบ้อเร่อจากคุณน้องนิสัยไม่ดีที่เพิ่งจะยอมรับตัวเองเมื่อกี้นั่นแหละ เรียวปากหยักหยัดยิ้มอย่างนึกเอ็นดูคนหน้างอทั้งที่ตัวเองกำลังยกนิ้วขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะการหัวเราะ ก่อนมืออุ่นจะยกขึ้นกวักเรียกคนขี้งอนให้ขยับมานั่งข้างๆ ซึ่งคนโดนเรียกก็ชำเลืองมองพี่ชายเล็กน้อยแล้วสะบัดหน้ากลับไป แต่ในท้ายที่สุดก็จำต้องขยับเขามาหาอยู่ดีอย่างที่ได้แต่นึกเจ็บใจตัวเองเพราะไม่เคยขัดใจคนตรงหน้าได้สำเร็จสักครั้ง

 

มือนิ่มที่เกี่ยวกันไว้ตรงอกถูกแกะออกจากกันไปให้อีกคนกุมเรียกเลือดลมให้แล่นพล่านเล่นๆ พวงแก้มขาวขึ้นสีเข้มจัดพอที่จะทำให้เจ้าของมันต้องเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนเฉดสุกปลั่งให้พ้นสายตาคนเป็นพี่ แต่ก็อย่างว่า ห่างกันแค่นี้ถ้าอีมินฮยอกมองไม่เห็นก็คงจะตาบอดเต็มทนล่ะ

 

 

“ไปเอามาจากไหนน่ะเรา?”

 

“ไอ้ซองแจ”

 

เบ้ปากฟ้องคนอายุมากกว่าอย่างไม่กลัวโดนล้อ แน่นอนว่าอิลฮุนย่อมรู้ดีว่าระหว่างเขากับซองแจยังไงพี่ชายคนนี้ก็ต้องเลือกเข้าข้างเขาอยู่แล้ว ซึ่งปฏิกิริยาตอบรับปุบปับของน้องชายตรงหน้าก็พาให้คนฟังต้องอมยิ้มตาม

 

 

“อะไร แค่โดนซองแจเป่าหูเข้าหน่อยก็เชื่อแล้วเหรอเราน่ะ?”

 

แหย่คนหูเบาเข้าให้ แก้มป่องพองออกอย่างที่กำลังแสดงออกให้อีกคนรู้ว่าถ้าพูดมากกว่านี้จะงอนแล้วจริงๆ นะ ล้อกันอยู่ได้ ถึงปกติจะเป็นพวกใครพูดอะไรก็ไม่เชื่อ(จริงๆ ก็คือดื้อ)ก็เถอะ แต่ไอ้เพื่อนรักมันเล่นพูดทุกวันว่าเขากับอดีตท่านประธานของคนทั้งโรงเรียนดูยังไงก็ไม่เข้ากันแบบนี้มันก็ต้องมีเขวกันบ้างแหละน่า

 

อดีตประธานนักเรียนดีเด่นนั่งมองเด็กดื้อที่จู่ๆ ก็หูลู่หางตกลงไปซะอย่างนั้นด้วยรอยยิ้มบาง มืออุ่นส่งออกไปลูบกลุ่มผมนุ่มที่เริ่มจะยุ่งเหยิงนิดๆ เพราะถูกเจ้าของเอาดินสอเขี่ยยามแก้โจทย์คณิตศาสตร์ เรียกให้คนหน้าหงอหันกลับมามองสีหน้าใจดีที่ชวนให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

 

 

“ถ้าขนาดซองแจเป่าหูเราๆ ยังเชื่อ แล้วถ้าพี่บอกว่าถึงเราจะทั้งดื้อ งอแง งี่เง่า เอาแต่ใจและนิสัยไม่ดีพี่ก็ไม่เบื่อเราๆ จะเชื่อพี่มั้ย?”

 

คำตอบที่ไม่รู้ว่าจะนิยามว่าเป็นคำด่าหรือว่าอะไรดีทำเอาอิลฮุนนึกอยากจะอวตารแบ่งภาค เอาไว้โกรธร่างเขินร่างเสียเดี๋ยวนั้น คนบ้าอะไรจะตอบให้ซึ้งดีๆ หน่อยก็ไม่ได้ ต้องด่าแถมท้ายมาตลอด!

 

 

“พูดมาซะขนาดนี้ไม่เอาโง่ให้ครบเลยล่ะ”

 

อดจะบ่นอุบอิบให้อีกคนได้ยินด้วยไม่ได้ ซึ่งคนฟังที่พอได้ยินก็ได้ทีตีหน้ามึนตอบคำประชดน้องกลับมาให้คนอายุน้อยกว่าอยากจะอวตารร่างอีกรอบ

 

 

“ก็เราไม่ได้โง่ จะให้พี่ว่าได้ไงล่ะ”

 

ได้ฟังแล้วก็ไม่รู้จะร้องไห้ดีใจหรือเสียใจดี รู้อยู่ว่าเขาไม่ได้โง่อย่างที่ตัวเองว่าแล้วก็รู้อยู่ว่าอีกคนตั้งใจตอบกวนประสาท แต่ก็อีกนั่นแหละ เจอพ่ออดีตนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนตีหน้ามึนใส่เข้าไป ทำอารมณ์ไม่ถูกเลยจริงๆ

 

 

“ว่าไงล่ะ ตกลงจะเชื่อที่พี่พูดบ้างมั้ย?”

 

นึกเจ็บใจขึ้นมาอีกครั้งกับอาการทำอะไรไม่ได้นอกจากส่งเสียงงึมงำในลำคอ ทั้งที่ใจจริงอยากจะลุกมาข่วนหน้ายิ้มๆ นั่นจะแย่

 

ก็ถ้าเป็นคนอื่นคงคิดก่อนเชื่อบ้างสักนิด แต่เพราะนี่เป็นอีมินฮยอกนี่นะ ไม่ว่ายังไงก็พร้อมจะเชื่อคนๆ นี้เสมอ



 

 


Hey boy 맞춰 바꿔   Come on boy 자존심 따윈 
เธอลองพยายามที่ทำตัวให้เข้ากับฉัน ลองเปลี่ยนตัวเองเพื่อฉัน ทำสิ่งที่ชอบด้วยความภูมิใจ 
Kick it Kick it Kick it Oh no oh no oh no oh no 
이제 맞춰  
ในตอนนี้ลองเปลี่ยนตัวเองเพื่อฉัน 

 

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมาเฝ้าน่ะ!”

 

ไม่รู้ว่าคนโดนบอกว่าไม่ต้องมาเฝ้านี่เป็นนักเรียนดีเด่นประเภทไหนถึงได้ตีหน้ามึนได้ดีขนาดที่ทำเอาคนพูดอารมณ์เสียได้มากขนาดนี้ นิ้วเรียวควงปากกาในมือไปมาขณะพลิกหน้าหนังสือพลางผิวปากประหนึ่งว่าอารมณ์ดีเสียเต็มประดา ก่อนจะได้มองส่งคนที่พอเห็นว่าเขาไม่ได้นำพาคำพูดใดๆ ก็กระแทกเท้าปึงปังกลับเข้าไปรวมกลุ่มทำรายงานกับเพื่อนๆ

 

เสียงตวัดสูงกับหน้างอๆ กลายเป็นสิ่งปกติที่อีมินฮยอกสามารถมองหาได้จากจองอิลฮุนในช่วงนี้ จริงๆ แล้วก่อนที่จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เขาก็เข้ารับการตรวจและได้รับใบรับรองแพทย์เพื่อยืนยันแล้วนะว่าไม่ได้มีอาการป่วยวิกลจริตทางจิต แต่ก็อีกนั่นแหละ มันดูจะโรคจิตหน่อยๆ รึเปล่าที่ยังยิ้มรับได้ทุกครั้งที่โดนคนเป็นน้องหงุดหงิดใส่แถมหน้าระรื่นด้วยนี่สิ

 

 

“ไม่เอาน่า พี่อยากมาของพี่เองนะ ไม่ใช่ว่ามาเพราะเราบังคับซักหน่อย”

 

เอ่ยง้อน้องน้อยที่ตั้งแต่ทำงานเสร็จก็มานั่งหน้างอไม่พูดไม่จาอยู่เป็นนานสองนานให้เมื่อยหน้าเล่น จริงๆ ก็ไม่ได้อยากจะงอนให้มันเมื่อยกล้ามเนื้อบนใบหน้านักหรอกนะ แต่กับไอ้คนเป็นพี่ที่พอเขาบ่นเข้าหน่อยว่าจะไม่มีเวลาให้ก็แจ้นมาเฝ้าเขาทำงานกลุ่มทุกอาทิตย์แบบนี้มันก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ!

 

 

“ไม่ใช่ก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ ผมก็บอกพี่แล้วไงว่าไม่มีเวลาอยู่ด้วยแค่ช่วงนี้เท่านั้นแหละ ไม่เห็นต้องมาเฝ้ากันเลย”

 

บ่นคนรั้นไม่เข้าเรื่องพลางคีบเอามะเขือเทศที่แม่ทำใส่ข้าวกล่องมายัดปากพี่ชายที่นั่งเคี้ยวข้าวหงับๆ อยู่อย่างหมั่นไส้ ขนาดเขาที่เป็นลูกแท้ๆ ยังไม่ได้เจอหน้ามารดาบังเกิดเกล้าก่อนออกจากบ้านเลย ไม่รู้ว่าคนอาวุโสกว่านี่ไปเจอแม่เขาเอาตอนไหนแถมยังได้ข้าวกล่องสำหรับสองที่ติดมือมาด้วยอีกต่างหาก ดีไม่ดีบางวันก็มีส่วนของแม่พี่ชายมาเพิ่มให้จุกกันไปข้างอีก

 

 

“แล้วไอ้ที่ว่าช่วงนี้ของเราน่ะรู้รึเปล่าว่ามันหายไปกี่ชั่วโมง?”

 

“ไม่รู้ โง่คณิต”

 

อ้อมแอ้มตอบพี่ชายที่จู่ๆ ก็ทำเสียงจริงจังขึ้นมาซะเฉยๆ ให้เขาหงอเล่นเสียอย่างนั้น รู้หรอกนะว่าเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันมันน้อยลงไป แต่เขาก็ไม่อยากจะรบกวนเวลาอ่านหนังสือของพ่อหนุ่มบริหารในช่วงใกล้มิดเทอมนี่นา ไอ้ที่เขาต้องมาเร่งงานในช่วงนี้ก็เพราะว่ามันจะถึงเดธไลน์ก่อนมิดเทอมแล้วนี่แหละ

 

มินฮยอกส่ายหัวอย่างนึกขันน้องชายตัวผอมที่ช่วงนี้โหมทั้งงานทั้งอ่านหนังสือจนแก้มที่เคยป่องตอบหายไปเยอะ ไหนจะแขนเล็กที่ปกติก็คลำเจอกระดูกง่ายอยู่แล้ว(แม้จะมีไขมันนิ่มๆ อยู่บ้าง) ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง คือจับขึ้นมาก็กลัวว่าแขนจะหักแล้ว แบบนี้จะไม่ให้เขามาเฝ้าบังคับกินข้าวกินน้ำได้ยังไงกัน

 

 

“เอาเป็นว่าพูดยังไงพี่ก็จะมาไม่ว่าเราจะต้องการหรือไม่ก็ช่าง”

 

ว่าเองเออเองเสร็จสรรพก็หันกลับไปสนใจข้าวกล่องฝีมือคุณนายจองต่อ ปล่อยให้คนโดนตื๊อหน้านิ่วคิ้วขมวดขณะพยายามกดมุมปากไม่ให้ยกโค้งขึ้นไปด้วย

 

จริงๆ แล้วอิลฮุนน่ะไม่ใช่พวกความอดทนสูงหรอกนะ แต่ก็อย่างที่บอกล่ะว่า ถ้าคนช่างตื๊อไม่ใช่อีมินฮยอกล่ะก็ ไม่มีทางหรอกนะ....

 

 

 

 


너와 Black and White  너와 Black and White 
เธอกับฉันเปรียบเสมือนสีดำกับสีขาว เธอกับฉันเปรียบเสมือนสีดำกับสีขาว 
나밖에 없어 없다고
เธอบอกว่าเธอไม่มีใครนอกจากฉัน  

 

 

“อีมินฮยอกถ้าลูกทำให้น้องออกมากินข้าวไม่ได้ ไม่ต้องมาเรียกแม่ว่าแม่เลย!”

 

ปัง!

 

สาบานว่านี่คือคำพูดของคุณนายอีที่พูดกับลูกชายวัยยี่สิบต้นๆ ผู้ซึ่งเป็นลูกแท้ๆ ที่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากโดนแม่จับโยนออกมานอกบ้านในวันที่อากาศติดลบเกือบสิบห้าองศาเพื่อง้อลูกชายบ้านอื่นที่นั่งร้องไห้อยู่ในสวนหลังบ้าน

 

เมื่อทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องง้อน้องที่นั่งน้ำตาไหลพรากอยู่(ซึ่งมันก็ควรเป็นแบบนั้นตั้งแต่แรก) มินฮยอกจึงเดินฝ่าอากาศหนาวติดลบเข้าไปหาคนที่นั่งตาแดงจมูกแดงอยู่พร้อมทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งข้างๆ กัน เสียงสูดน้ำมูกฟึดฟัดดังขึ้นให้ได้ยินเป็นระยะจนคนอายุมากเริ่มกลัวว่าจะเป็นเพราะน้องป่วยมากกว่าร้องไห้

 

 

“เข้าบ้านก่อนเถอะ อยู่ตรงนี้นานๆ เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ”

 

เอ่ยชวนคนเด็กกว่าด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่คนข้างๆ กันเคยให้นิยามว่าหลอกเด็กพร้อมรอยยิ้มละไม แต่พอดีว่าเด็กที่ว่าคือจองอิลฮุนที่รู้จักกับอีมินฮยอกมาถ้านับปีก็เป็นปีที่สี่แล้วนี่สิถึงได้ไม่หลงกลเอาง่ายๆ ใบหน้าขาวแต้มแดงเพราะถูกอากาศหนาวกัดผิวเบือนหนีคนเป็นพี่เหมือนเด็กน้อยที่ไม่อยากกินข้าวที่แม่ป้อน

 

 

“ไม่ต้องมาเป็นห่วงผมหรอก โน่น ไปเป็นห่วงพี่กายุนโน่นเลย”

 

ว่าเสียงอู้อี้เสร็จแล้วก็บ่อน้ำตาแตกอีกรอบให้คนเป็นพี่กุมขมับเล่น ไม่ใช่ว่าปวดหัวกับอาการงอแง งี่เง่าของคนเป็นน้อง แต่ปวดเพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้เจ้าตัวยอมรับฟังเขาบ้าง ใจจริงก็นึกเจ็บใจยัยเพื่อนร่วมคณะตัวแสบที่ดันมาแกล้งล้มไม่รู้เวล่ำเวลาแทนที่ว่าจะเป็นอาจารย์จอมโหดประจำวิชาจิตวิทยาที่ดันจำได้ว่ายัยฮอ กายุนไม่เข้าเรียนที่เข้าใจผิดว่ายัยนี่ป่วยจนเข้าเรียนไม่ได้ กลับกลายเป็นเด็กดื้อของเขาที่เข้าใจผิดไปว่าเขากับยัยแสบนั่นมีซัมติงกันเสียเอง

 

แต่ก็อย่างว่า ถ้ากับเด็กดื้อแค่นี้ยังจัดการไม่ได้ก็ไม่ใช่อีมินฮยอกแล้วล่ะ

 

 

“อ้าว เอางั้นเหรอเนี่ย งั้นเดี๋ยวพี่ไปโทรหากายุนก่อนนะว่าเป็นยังไงบ้าง”

 

หมับ!

 

“ไม่ ฮึก ไม่ให้ไปอะ แง้!”

 

สุดท้ายเด็กแสบก็ยอมเข้าบ้านในสภาพที่เกาะมินฮยอกแจพร้อมร้องไห้โยเยจนเขาโดนผู้มีพระคุณด่าหูชาไปอีกสองรอบครึ่ง ก่อนจะยอมปล่อยให้เขาโอ๋น้องให้สงบเพราะว่าแม่ต้องออกไปข้างนอก ไม่อย่างนั้นก็คาดว่าคนที่มานั่งโอ๋ลูกชายสุดที่รักของคุณนายอีก็คงจะไม่ใช่เขา และแน่นอนว่าคนที่ต้องระเห็จออกจากบ้านไปก็จะเป็นเขาด้วยเช่นกัน

 

หลังจากงอแงจนเหนื่อยหยดน้ำเม็ดใสก็ถูกเกลี่ยให้แห้งด้วยนิ้วยาวของคนเป็นพี่ ปลายจมูกรั้นแดงเรื่อเช่นเดียวกันกับดวงตากลมชี้ที่บวมเป่งแถมแดงช้ำอย่างน่าสงสาร จริงๆ แล้วเขาอยากจะหัวเราะอยู่หรอกนะ แต่พอดีว่าคดีเก่ายังไม่หาย เลยไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตัวเพิ่ม

 

 

“ดูสิตาบวมหมดเลย พี่บอกว่าอย่าร้องเราก็ไม่เชื่อ”

 

“ก็พี่!”

 

ขึ้นเสียงได้แค่ส่วนประธานก่อนคนอารมณ์ขึ้นจะไอค่อกแค่กออกมาเพราะอาการแสบคอ ร้อนถึงพี่ชายที่ต้องวิ่งวุ่นหาน้ำอุ่นมาให้คนที่ดื้อเพ่งนั่งตากหิมะอยู่เป็นครึ่งชั่วโมงได้จิบ ก่อนจะถือโอกาสที่น้องกำลังดื่มด่ำกับชาร้อนๆ อธิบายเหตุการณ์ให้ฟัง

 

 

“เชื่อพี่รึยังฮึ?”

 

“แล้วใครว่าไม่เชื่อล่ะ”

 

เถียงคนที่เพิ่งพ้นโทษข้างๆ คูๆ อย่างคนที่มีคดีติดตัวเสียเอง เหลือบเห็นคนอายุมากส่ายหัวไปมาคล้ายจะเหนื่อยใจก็ต้องกลับมาหน้าเบ้ใหม่ด้วยความน้อยใจที่ยังหลงเหลือ

 

 

“ไม่ต้องมาเบ้หน้าเลยนะเราน่ะ ไปฟังซองแจพูดอะไรมาอีกแล้วล่ะสิ”

 

ปากอิ่มที่เริ่มมีสีขึ้นมาบ้างหลังจากซีดสนิทเพราะอากาศติดลบด้านนอกคว่ำลงยามถูกรู้ทัน ตาบวมๆ กลอกหลบสายตาคมที่จ้องมองมาอย่างที่ไม่ต้องจับผิดก็จะรู้ได้ตามประสาคนที่รู้จักกันมานานเลยว่าจองอิลฮุนกำลังแสดงอาการยอมรับว่าเป็นอย่างที่อีกคนพูดจริงๆ ทำเอาคนเป็นพี่ถึงกับถอนหายใจกับเด็กไม่รู้จักโตคนนี้สองเฮือกใหญ่ๆ เลยทีเดียว

 

 

“แบบนี้ล่ะนะคนเรา ทีคนอื่นพูดล่ะเชื่อ ทีแฟนพูดล่ะไม่เชื่อ”

 

“ซองแจไม่ใช่คนอื่นนะ!”

 

ตะโกนสวนขึ้นมาเสียงดังจนคอคันยิบๆ แต่ถึงอย่างนั้นอาการร้อนที่หน้าที่มีมากกว่าก็ทำให้อิลฮุนเลือกที่จะมองข้ามมันไป ซึ่งข้อนี้มินฮยอกรู้ดีที่สุด เพราะรู้ว่าคำว่า‘แฟน’ที่ไม่ได้พูดกันบ่อยๆ นั่นจะทำให้ลูกคนเล็กบ้านจองจุกจนไปไม่เป็นเขาถึงได้เลือกที่จะลอยหน้าลอยตาพูดคำนี้ออกมาให้คนเป็นน้องหน้าร้อนเล่นๆ

 

 

“ซองแจไม่ใช่คนอื่น แล้วพี่เป็นคนอื่นรึไง น่าน้อยใจจังเลย”

 

เพราะนานทีปีหนอิลฮุนถึงจะมีอาการที่เรียกว่าน้อยใจถึงขั้นฟูมฟายแบบนี้ แต่ที่นานกว่านี้ก็คือคำว่าน้อยใจกับหน้าตาหงอยๆ ที่มาจากอีมินฮยอกนี่ล่ะที่ทำเอาคนกำลังจะโวยวายถึงกับไปไม่เป็น ก็รู้อยู่หรอกว่าแกล้งทำ แต่เห็นแบบนี้แล้วมัน........

 

 

“ไม่ใช่นะ! อย่าน้อยใจสิ ฮึก ไม่โกรธแล้วก็ได้”

 

น้ำใสรื่นขึ้นมาเอ่ออีกครั้งอย่างที่พอคนขี้แกล้งได้เห็นก็ถึงกับเปลี่ยนอารมณ์ดึงน้องมากอดปลอบแทบไม่ทันเลยทีเดียว แรงโอบรัดที่มาจากการกอดตอบของคนในอ้อมแขนเรียกรอยยิ้มบางให้เหยียดขึ้นที่มุมปาก

 

 

“ทำไมขี้แงจังเลยนะเราน่ะ”

 

“ไม่ได้ขี้แงซักหน่อย พี่นั่นแหละที่เจ้าชู้”

 

โดนกล่าวหาเข้าไปแบบนี้ลูกชายบ้านอีก็แทบจะหลุดขำออกมาเสียเดี๋ยวนั้น มีเพื่อนผู้หญิงมาก็ไม่ใช่น้อยแต่คนอายุน้อยเพิ่งจะมาหึงเอาป่านนี้ แถมหึงใครไม่หึง ดันหึงผู้หญิงที่ต่อให้ทั้งโลกนี้ไม่เหลือใครเขาก็ไม่เอาอย่างฮอ กายุน คนสมัยนี้นี่เข้าใจยากจริงๆ

 

 

“ไม่ได้เจ้าชู้ซักหน่อย มีแต่เราแหละที่คิดไปเอง ทีนี้ก็เชื่อพี่ซักทีเถอะว่าอย่าไปเชื่อเพื่อนเรามาก เชื่อทีไรเป็นเรื่องทุกที”

 

พูดถึงเพื่อนซี้สมัยมัธยมของคนเป็นน้องที่เมื่อก่อนเขาไม่ชอบหน้าเพราะว่าตัวติดกับเด็กดื้อของเขาเกิน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยจะถูกชะตาเพราะว่าความปากหมาชอบยุคนอื่นของเจ้าเด็กนั่นๆ แหละ!

 

 

“เชื่อก็ได้ แต่พี่ต้องเลิกเจ้าชู้นะ”

 

เงยหน้าขึ้นตีหน้าดุเจ้าของอ้อมกอดอุ่นที่อิลฮุนรู้สึกว่ามันอุ่นกว่าฮีทเตอร์ที่แม่พี่ชายเปิดเอาไว้เสียอีก คนถูกขู่เองก็ได้แต่เลิกคิ้วกลั้นขำกับท่าทางเหมือนลูกแมวขู่ฟ่อของใครอีกคน ก็น่ารักอย่างนี้ล่ะน้า เขาถึงได้ไปไหนไม่รอดซักที

 

 

“ขออะไรอยากจังเลยน้า”

 

“พี่มินฮยอก!”

 

ชื่อพร้อมสรรพนามมาครบแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าน้องเล็กบ้านจองกำลังของขึ้นแบบสุดๆ ซะแล้ว ร้อนถึงคนขี้แหย่ที่ทำลอยหน้าลอยตาแกล้งน้องให้รีบต่อคำขึ้นมา

 

 

“ให้พี่สเลิกเจ้าชู้เห็นทีคงจะไม่ได้.....ในเมื่อพี่ยังอยากหลายใจจีบน้องอิลฮุนไปเรื่อยๆ แบบนี้ ให้หยุดคงไม่ไหวเดี๋ยวขาดใจตายไปซะก่อน”

 

 

 

 

 

주윌둘러봐 제발 제발 제발  Back to me  

แต่ก็ยังมองหาคนอื่น ได้โปรด ได้โปรด ได้โปรดกลับมาหาฉัน 


ไม่ยักรู้ว่านอกจากอีมินฮยอกจะเป็นประธานสโมสรนักศึกษาแล้วจะยังเป็นประธานสมาคมมุกเสี่ยวด้วย! พวงแก้มขาวที่เริ่มขึ้นสีจางๆ แนบลงกับแผงอกกว้างชิงหลบมือที่หากไม่ก้มหน้าไว้จะต้องถูกจับให้เงยหน้าขึ้นไปสบตากันแน่ๆ และถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ เขาก็คงจะขาดใจตายไปตรงนี้ก่อนที่จะได้เขินด้วยซ้ำ

 

 

“พี่พูดแล้วนะ อย่าหนีไปไหนอีกล่ะ”

 

ฟังเสียงอู้อี้ที่ดังรอดออกมาจากเรียวปากแดงแล้วก็ได้แต่ยิ้มกว้าง ก่อนก้มลงกดริมฝีปากลงข้างขมับบางที่เจ้าของรีบฝังตัวเข้ากับอกอุ่นเพื่อหลบเลี่ยงสัมผัสจากคนขี้แกล้ง

 

 

“จะให้หนีไปไหน ในเมื่อพี่ยังไม่เคยไปไกลจากตรงนี้เลย”





Back Back to me  

Back Back to me  

Back Back to me  

Back Back to me  

 

 

 

 

 

ท.ทอร์ค

 

แบบนี้เรียกภาคต่อได้มั้ยเนี่ย? ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนให้เป็นมุมมองของน้องอิลแล้วทำไมมันเป็นมุมของพี่มินมากกว่าล่ะเนี่ย Orz

อนึ่ง ไม่อยากเชื่อว่าเรื่องที่แล้วจะมีคนมาอ่านด้วย ต้องขอขอบพระคุณคุณNina มากๆ เลยนะคะ ที่มาอ่านแล้วก็เม้นให้ด้วย T^T แบบว่าแกติมีคนมาเม้นให้ก็จะดีใจเว่อร์อยู่แล้ว ยิ่งเป็นเจ้าของผลงานที่อิคนเขียนปลื้มอีก ขั้นฟินหนักเลยทีนี้ ถึงขนาดจะไม่อ่านหนังสือสอบเลยทีเดียว lol

ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่หลงมาอ่านเลยนะคะ เอ็นจอยฟิคฉันค่ะ ^^

 

 

Comment

Comment:

Tweet

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เสียงดังแปดหลอดแป๊บ ฮาาาา
คือเราเพิ่งรู้จักวงนี้ได้ไม่นาน พยายามหาฟิคอ่านก็แล้ว แต่คือมันมีน้อยมาก 
แล้วมีของไรท์เนี้ยแหละที่ทำให้อยากอ่านต่อแบบฟุดๆ!! เป็นกำลังใจให้งับ...

#1 By กรี๊ดได้ไหม (14.207.51.40|14.207.51.40) on 2014-08-03 23:43